
สำหรับบทความนี้หลายคนก็คงจะสงสัยกันอยู่ว่าเอ้ะ ตอนนี้ก็ยุคใหม่แล้วโปรแกรมแบบไหนกันนะจึงจะเหมาะกับกิจการที่ร้านเราที่สุด เพราะมันมีทั้งที่เป็น Online และ Offline เดี๋ยวเรามาดูก่อนว่าแต่ละแบบคืออะไรกันแน่ ???
Offline = โปรแกรมที่ทำงานด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีอินเทอเนต สามารถใช้ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวหรือหลายเครื่องก็ได้ แต่หากจะใช้หลายเครื่องก็ต้องเชื่อมต่อ LAN, Wi-Fi ในร้าน ซึ่งยุ่งยากเข้าไปอีก
ข้อดี
- ทำงานได้ไว หากเรามีเซิฟเวอร์แรงๆ มาตั้งไว้ในร้าน
- ไม่ต้องมีอินเทอเนตก็ใช้งานได้
- ข้อมูลทุกอย่างอยู่ที่เรา
- ไม่มีค่าใช้จ่ายรายปีเหมือนรุ่นออนไลน์
ข้อเสีย
- ต้องดูแลข้อมูลเองทั้งหมด สำรองไว้ทุกวันยิ่งดี และป้องกันไวรัสด้วยนะ
- ไม่สามารถดูรายงานยอดขาย เมื่ออยู่นอกร้านได้
- การอัพเดตเวอร์ชั่นต่างๆ ทำได้ยุ่งยากเพราะต้องทำเอง
- หากต้องการใช้หลายเครื่อง ก็ต้องวางระบบ LAN ด้วยตัวเอง
Online = โปรแกรมที่ทำงานอยู่บนคลาวด์ ผ่านระบบอินเทอเนต ซึ่งทำให้เข้าใช้งานได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ มือถือ iPad ทุกอย่างจะเชื่อมข้อมูลกันเอง โดยที่เราไม่ต้องมีเซิฟเวอร์ และไม่ต้องดูแลข้อมูลด้วยตัวเอง
ข้อดี
- ไม่ต้องติดตั้งอะไรลงในคอมพิวเตอร์เลย
- ไม่ต้องดูแลข้อมูลด้วยตัวเอง
- ใช้งานได้หลายเครื่อง หลายอุปกรณ์โดยที่เราไม่ต้องทำอะไร
- หากติดปัญหา ทางบริษัทสามารถแก้ไขให้ได้อย่างรวดเร็ว
- เข้าดูข้อมูลได้ตลอดเวลา ทุกที่ ขอแค่มีอินเทอเนตก็พอ
ข้อเสีย
- หากไม่มีเนตจะไม่สามารถใช้งานได้
- ความเร็วในการใช้งานขึ้นอยู่กับความเร็วเนตเป็นหลัก
- มีค่าใช้จ่ายรายปี เพื่อเป็นค่าบำรุงเซิฟเวอร์
สรุป
จะเห็นว่าระบบที่เป็น Online น่าสนใจกว่าเพราะนอกจากสะดวกแล้ว ยังสบายใจด้วยที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลข้อูลให้เรา และค่าใช้จ่ายตอนเริ่มต้นก็ไม่สูงเพราะว่าไม่ต้องวางระบบเซิฟเวอร์เอง และหากใช้หลายเครื่องก็ไม่ต้องมาวางระบบ LAN, Wi-Fi เองอีกด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกซื้อรุ่นใดก็ขึ้นกับความเหมาะสม และความต้องการของแต่ละร้าน ก็เหมือนการเลือกรถนั่นแหละครับ ถ้าหากเราบรรทุกหนักเอาเก๋งมาใช้คงไม่เข้าที แต่ถ้าเน้นนั่งสบาย ไม่เปลืองน้ำมัน กระบะก็ไม่ตอบโจทย์ ทุกสิ่งนั้นเราต้องดูที่โจทย์ของเราเป็นหลัก